ภาพเขียน บนผาแดง

ด่านแม่แฉลบ กาญจนบุรี

มีลักษณะคล้ายกันมากๆ

ทั้ง ที่อยู่ห่างไกลกัน

นับหลายพันกิโลเมตร

บทคัดย่อภาพเขียน 3000 ปี

ค้นพบและนำนักท่องเที่ยวไปชมเมื่อปี พศ. 2539โดย   แพวิมานลอยน้ำ รีสอร์ท

                                   ภาพเขียน 3000 ปี นี้ ตั้งอยู่บนยอดผาแดง เยื้องปากทางเข้าวัดโป่งหวาย อำเภอศรีสวัสดิ์ ตำบล ด่านแม่แฉลบ

                            จังหวัดกาญจนบุรีจากทำเลที่ตั้ง อยู่ในป่ารกทึบ เป็นป่าไผ่ประมาณ 90% เมื่อปี พศ 2539 ที่เราเริ่มก่อสร้างแพวิมานลอยน้ำรี

                            สอร์ทได้มีข่าวว่าบริเวณ ยอดเขาสูงในป่ารกทึบแห่งนี้ มีคนหาของป่า ไปพบภาพประหลาด และนำมาบอกเล่ากันในวงแคบๆ จึงมี

                            คนรู้นับคนได้ทางแพวิมานลอยน้ำรีสอร์ท โดย ผอ. แพวิมานลอยน้ำ ซึ่งเป็นผุ้ที่ชอบค้นคว้า หาของแปลกๆ จึงได้บุกบั่นไปที่

                            ยอดเขาดังกล่าวและไดัพบภาพเขียนแห่งนี้ ลักษณะยังสมบูรณ์อยู่มาก จึงได้ค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ ทั้งท่านผู้รู้และสิ่งแวดล้อมโดย

                            รอบภาพเขียนแห่งนี้ และเมื่อประมาณ 8ปีที่แล้ว อ.เสน่ห์ ที่เป็นนายก อบต.ด่านแม่แฉลบ ได้เจอกับ ผอ. แพวิมานลอยน้ำ

                                      ทางแพวิมานลอยน้ำรีสอร์ท จึงสอบถามว่า ทาง นายก อบต ทราบหรือไม่ว่ามีภาพเขียนแบบนี้อยู่ ก็ได้รับคำตอบว่า

                            ไม่เคยรู้
 ทาง ผอ. แพวิมานลอยน้ำ จึงได้บอกว่า มันเป็นของล้ำค่า ที่ควรได้รับการดูแล และต่อมา เมื่อ อบต มีงบประมาณ จึงได้

                             จัดทำทางขึ้น และป้ายบอก ริมถนน ว่าเป็นภาพเขียน 3000 ปี ดังที่เห็นในปัจจุบัน

                                     ถ้าท่านสนใจอยากทราบรายละเอียดมากขึ้น สามารถมาเที่ยวกับแพวิมานลอยน้ำรีสอร์ท เพื่อจะได้ฟังการบรรยายเกี่ยวกับภาพเขียนนี้

                             ได้ละเอียดและได้ความรู้มากขึ้น

 จากการศึกษาภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ทั้งที่เขาผาแดง และถ้ำตาด้วง จ.กาญจนบุรี ทำให้เราทราบว่า มนุษย์ก่อน

                             ประวัติศาสตร์ จะตั้งหลักแหล่งอยู่ใกล้ลำน้ำและที่ราบลุ่มเชิงเขา   

                             ภาพเขียนสีทั้งสองแห่งจะมีประธาน(ภาพที่ใหญ่ที่สุด)แตกต่างกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการเขียนในระยะเวลาที่แตกต่างกัน

                             หรือแต่ละกลุ่มเขียนขึ้นมาภายหลัง   ภาพเขียนสีที่เขาผาแดง  จะเป็นภาพเขียนแบบ เทคนิคแรเงา ภาพบุคคลเขียนแบบ

                             ที่เรียกว่า Cestosomatic typer ,มีเครื่องประดับตามร่างกาย และบนศีรษะ ภาพเขียนมีองค์ประกอบที่ไม่แน่นอน

                             เป็นการเขียนแบบจินตนาการ สีที่ใช้เป็นสีเปียก   ภาพที่ถ้ำตาด้วง  มีลักษณะ 2กลุ่ม กลุ่มแรกจะเป็นภาพเขียนแบบ

                              ง่ายๆที่เรียก ว่าStick man ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นการเขียนภาพแบบเงาดำ มีเครื่องประดับเหมือนที่เขาผาแดง

                              วัตถุประสงค์ที่เขียน พอจะสันนิษฐานได้ว่า เป็นการเขียนที่แสดงถึงพิธีกรรมในการขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยให้อาหารอุดม

                             สมบูรณ์ สังเกตได้จากมีการรั้งวัวเอามาผูกที่เสา เพื่อทำพิธีบู ชายันต์ การแบกกลองมโหระทึก และข้อมูลจากภาพเขียนสี

                              ที่อื่นมาประกอบกัน การกำหนดอายุเวลาของภาพที่แน่นอนนั้น เป็นสิ่งที่ยาก แต่ เราก็ต้อง เอา สิ่งแวดล้อมอื่นๆมาช่วยในการ

                              พิจารณา เช่นหลักฐานทางโบราณคดี รวมทั้งวัตถุเช่นกลองมโหระทึก ผ้าที่ประดับตามร่างกาย

                               เครื่องดนตรี  รวมทั้งการบูชายันต์

ทางแพวิมานลอยน้ำ ขอนำบทความจาก http://hakkapeople.com/node/457

มาเพิ่มเติม เพื่อ เติมเต็ม บทความข้างบนเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ว่า เมื่อ 3000-4000ปี แล้ว มีอารยะธรรมอะไร

ได้ เชื่อมโยง และเกิดขึ้นบ้าง เพื่อเป้นแนวทางประติดปะต่อ เรื่องราวในอดีต

                                                      

                                                  ชาวจ้วงได้พูดภาษาไทย มา 3000ปีแล้ว      หนานหนิง เป็นชื่อเมืองหลวงของมณฑลกวางสี

                                 ที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเพิ่งเดินทางไปประชุมนานาชาติเมื่อไม่นานมานี้ แล้วมี "สื่อ" จำนวนมากติดตามไปทำข่าว ได้พบ

               ชนชาติ"จ้วง" พูดภาษาไทยอยู่ที่นั่น มณฑลกวางสีทางใต้ของจีน มีพรมแดนติดกับเวียดนาม (ทางเหนือ) หลายปีมาแล้วกองทัพจีนเคยทำ

               "สงครามสั่งสอน" เวียดนาม บริเวณพรมแดนกวางสีกับเวียดนามตรงนี้   มณฑลกวางสีกับมณฑลกวางตุ้งอยู่ติดกัน เป็นคน "เครือญาติ"

               พวกเดียวกันมาก่อนยุคสามก๊ก (ราว 2,000 ปีมาแล้ว) ความหมายของชื่อมณฑลก็อย่างเดียวกันคือ กวาง หมายถึงที่ราบหรือที่กว้าง

               สี หมายถึงทิศตะวันตก ตุ้ง หมายถึงทิศตะวันออก  สรุปว่ากวางสีหมายถึงที่ราบทางทิศตะวันตก ส่วนกวางตุ้งหมายถึงที่ราบทางทิศตะวันออก

               เย่ว์ร้อยเผ่า บรรพชน "คนไทย"คนพื้นเมืองดั้งเดิมในกวางสีกับกวางตุ้งมีหลายชาติพันธุ์ จีนโบราณเคยบันทึกเป็นเอกสารว่าเป็นพวกเย่ว์

               ร้อยเผ่า เรียกเป็นภาษาจีนโบราณว่า ไป่เย่ว์ มีชีวิตอยู่ทางใต้ลุ่มน้ำแยงซี (เกียง) มากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ยุคเดียวกับวัฒนธรรมบ้าน

               เชียง(อุดรธานี) บ้านเก่า (กาญจนบุรี) และบ้านโนนวัด (นครราชสีมา)  เย่ว์ร้อยเผ่าเป็นบรรพบุรุษของคนหลายกลุ่มรวมทั้งเป็นบรรพชน

               คนพูดภาษาตระกูลไทย-ลาวทุกวันนี้ด้วย  มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีจำนวนมาก ชี้ว่าเมื่อราว

               2,500ปีมาแล้วมีเย่ว์ร้อยเผ่าเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณสุวรรณภูมิ   

               โดยเฉพาะสองฝั่งโขงที่ลาวและอีสานแล้วผสมกลมกลืนกับชาติพันธุ์พื้นเมืองกลายเป็น บรรพชนคนไทยและคนลาวปัจจุบัน

               (อ่านรายละเอียดในหนังสือ คนไทยมาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548 และ "พลังลาว"

               ชาวอีสาน มาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2549)เย่ว์ร้อยเผ่ามีกระจัดกระจายอยู่อย่างน้อย 3 มณฑล คือ กวางสี กวางตุ้ง และ

               ยูนนาน รวมทั้งที่เมืองกุ้ยหลินอันงดงามมีเสน่ห์ ก็คือพวกเย่ว์ในตระกูลไทย-ลาว หรือจ้วงนั่นแหละ แต่อาจเรียกตัวเองว่า ต้ง แต่

กวางสีถูกรัฐบาล คอมมิวนิสต์ขอร้องให้ใช้ชื่อรวมๆเรียกเหมือนๆ กันเมื่อ พ.ศ.2508 ว่า จ้วง นับแต่นั้นมาพวกตระกูล

 

              ไทย-ลาวในกวางสี เลยได้ชื่อจ้วง ทุกวันนี้มีราว 13 ล้านคนแต่ในความจำกัดและคลุมเครือนั้น มีหลักฐานทางโบราณคดีและอื่นๆ

               ยืนยันสอดคล้องกันว่า

               กลุ่มชาติพันธุ์ในมณฑลกวางสีและกวางตุ้งของจีนตอนใต้ (จำนวนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่) พูดภาษาตระกูลไทย-ลาว หรือลาว-ไทย

               แต่สมมุติเรียกให้กระชับและเข้าใจอย่างง่ายๆ ในที่นี้ว่าภาษาไทยสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้วปัจจุบันยังมีบางกลุ่มใช้

               พูดจาสื่อสารกันเองใน ชุมชนหมู่บ้านและในครอบครัวที่อยู่ห่างไกลจากเมือง แม้คนในเมืองที่ไม่พูดภาษาไทยแล้ว แต่ยังมีความ

               ทรงจำบอกเล่าว่าบรรพชนของตนพูดภาษา "จ้วง" อันเป็นตระกูลเดียวกับภาษาไทย แต่ไม่ใช่คนไทย แล้วเรียกภาษาพูดของตนว่า

               ภาษาจ้วง ที่จับสำเนียงได้ว่าใกล้เคียงตระกูลภาษาไทยสำเนียงลาวสองฝั่งโขงและสำเนียงปักษ์ใต้ เช่น นครศรีธรรมราช

               บรรพชนคนจ้วงดั้งเดิมปลูกเรือนเสาสูง กินข้าวเหนียว จึงมีบ๊ะจ่างเหมือนขนมจ้างของไทย-ลาว กับทำขนมเข่งด้วยข้าวเหนียวใช้

               ไหว้เจ้า (ผี) ตอนตรุษจีน (พวกฮั่น (จีน) อยู่ทางเหนือๆ ขึ้นไป กินข้าวสาลี ทำหมั่นโถวซาลาเปาไหว้เจ้า)จ้วง เป็นเครือญาติตระกูล

               ไทย"จ้วง เป็นเครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด" มีคำอธิบายรายละเอียดพร้อมรูปถ่าย (ที่พิมพ์ประกอบในเรื่องนี้) ไว้

               ในหนังสือชื่อคนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ (มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2537) จะขอสรุปคัดมาลงไว้ดังต่อไปนี้

                ที่ว่า "จ้วงเป็นเครือญาติตระกูลไทย"ก็เพราะภาษาจ้วงกับภาษาไทยอยู่ในตระกูลเดียวกันฉันทลักษณ์ในบทร้อยกรองของจ้วงกับ

               ของไทยมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด  และมีพื้นฐานจากคำคล้องจองเช่นเดียวกันนิทานปรัมปราและนิยายศักดิ์สิทธิ์ที่ถ่ายทอด

               "ปากต่อปาก" ด้วยภาษาจ้วงหรือภาษาตระกูลไทยเช่น เรื่องกำเนิดคน เรื่องการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

               เรื่องสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสัมพันธ์กับน้ำฝน เช่น กบ ฯลฯ ล้วนคล้ายคลึงกับนิทานและนิยายของชนชาติไทยทุกกลุ่มทุกเหล่า

               รวมทั้งคนไทยในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ชาวจ้วงย่อมพูดว่า "ไทยเป็นเครือญาติตระกูลจ้วง"-ด้วยก็ได้

               ที่ว่า-"ผู้ยิ่งใหญ่"-ก็เพราะในมณฑลกวางสีมีชาวจ้วงถึง 12-13 ล้านคน และอยู่ในเขตมณฑลอื่นๆ อีกเกือบ 1 ล้านคน นับเป็น

               เครือญาติตระกูลไทยที่มีจำนวนมากที่สุดที่อยู่นอกดินแดนประเทศไทยซึ่งนับว่าใหญ่มาก นอกจากนั้นชาวจ้วงยังมีส่วนเป็นเจ้า

               ของ "วัฒนธรรมฆ้อง" (มโหระทึก)ที่เป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมยุคแรกเริ่มของภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วย นี่แหละ

               "ผู้ยิ่งใหญ่"ที่ว่า-"เก่าแก่ที่สุด"-ก็เพราะมีร่องรอยและหลักฐานว่า

               จ้วงมีวัฒนธรรม สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว โดยดูจากภาพเขียนที่ผาลายกับมโหระทึก

               และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบความเชื่อ "ผี"ภาพเขียนมหึมาบนภูผามหัศจรรย์-หรือผาลาย เป็นภาพพิธีกรรมขอฝนเพื่อความอุดม

               สมบูรณ์ มีภาพมโหระทึกและกลุ่มคนประโคมตีมโหระทึก มีภาพคนประดับขนนกบนหัวแล้วทำท่ากางขากางแขนคล้ายกบ มโหระทึก

               เป็นกลองหรือฆ้องทำด้วยสัมฤทธิ์ที่มีตัวตนเป็นวัตถุจริงๆ เป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมของภูมิภาคอุษาคเนย์โดยเฉพาะ และมีพัฒนา

               การเกือบ 3,000 ปีมาแล้ว อาจนับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมแรกเริ่มของภูมิภาคอุษาคเนย์ก่อนรับอารยธรรมจากจีนและ

               อินเดียเฉพาะบริเวณที่เป็นถิ่นฐานของชาวจ้วงในมณฑลกวางสี พบมโหระทึกฝังอยู่ใต้ดินไม่น้อยกว่า 600 ใบ

                และชาวจ้วงทุกวันนี้ยังมีมโหระทึกประจำตระกูลกับประจำหมู่บ้านใช้งานในพิธีกรรมที่ทำสืบเนื่องมาแต่ดึกดำบรรพ์อีกรวมนับพันๆ

               ใบ  แสดงว่าชาวจ้วงให้ความสำคัญต่อมโหระทึกมาก จนอาจกล่าวได้ว่าจ้วงเป็นเจ้าของวัฒนธรรมมโหระทึก

               (แม้ชนชาติอื่นจะมีมโหระทึกด้วย แต่รวมแล้วไม่มากเท่าจ้วง)ทุกวันนี้ชาวจ้วงยังใช้มโหระทึกประโคมตีในพิธีสำคัญๆ โดยเฉพาะ

               อย่างยิ่งพิธีกรรม"ขอฝน" เพื่อความอุดมสมบูรณ์ ดังพิธีบูชากบประจำปีตามหมู่บ้านต่างๆ มีขบวนมโหระทึกแห่กบ มีการละเล่นแต่ง

               ตัวเป็นกบช่วยเหลือมนุษย์ ฯลฯ ล้วนสอดคล้องกับภาพเขียนที่ผาลาย แสดงว่าชาวจ้วงยังสืบทอดประเพณีและพิธีกรรมตั้งแต่ยุคสัม

               ฤทธิ์จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลานานราว 3,000 ปีมาแล้ว  นี่แหละ "จ้วง-เครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด"แต่-จ้วงไม่ใช่

               คนไทย เพราะไม่ได้เป็นประชากรของประเทศไทย และไม่ได้อยู่ในดินแดนประเทศไทย ทุกวันนี้ชาวจ้วงเป็นคนจีน เพราะเป็น

               ประชากรจีน และอยู่ในดินแดนประเทศจีน

               รวมทั้งวิถีชีวิตที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมจีน ไม่ว่าจะเป็นบ้านช่องที่อยู่อาศัย และขนบธรรมเนียมประเพณีหลายๆ อย่าง

               แม้จ้วงเป็นเครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเมืองจ้วง มณฑลกวางสี

               แต่อาจมีชาวจ้วงบางกลุ่มเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานเป็น "เจ๊ก" ในดินแดนประเทศไทยแล้วแต่งงานกับสาวลาวจนกลายเป็น "คนไทย"

               สมัยโบราณก็ได้ ส่วนชาวจ้วงเกือบทั้งหมดก็อยู่เมืองจ้วงในกวางสีนั่นแหละ

 

Click to see movie

คลิกดูภาพยนต์